ข่าวประชาสัมพันธ์

8 กรกฎาคม 2553 / อ่าน 153 ครั้ง

» ผู้ค้าน้ำตาลสอนเชิงมวยพาณิชย์

       แหล่งข่าวจากกลุ่มตัวแทนจำหน่ายน้ำตาลของโรงงานน้ำตาล ให้กับโมเดิร์นเทรด เปิดเผย  "ฐานเศรษฐกิจ"  ว่า  ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ใช้เวลาในการบริหารน้ำตาลโควตาก. พิเศษ จำนวน 1 ล้านกระสอบนานเกินไป ทั้งนี้กินเวลาร่วม 3 เดือนแล้วยังระบายน้ำตาลออกมาสู่ระบบไม่ถึงครึ่ง   ดังนั้นถ้าภาครัฐโดยกระทรวงพาณิชย์ต้องการให้น้ำตาลที่ค้างกระดานระบายออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น จึงอยากจะแนะนำวิธีบริหารน้ำตาลโควตาพาณิชย์ เพื่อเร่งระบายน้ำตาลออกสู่ตลาดอีกทาง โดยประการแรก กระทรวงพาณิชย์จะต้องให้พาณิชย์จังหวัด ประกาศให้ในแต่ละจังหวัดว่าอุตสาหกรรมรายย่อยใดบ้างที่ต้องการน้ำตาลให้มาขึ้นทะเบียนกับพาณิชย์จังหวัดนั้นๆ  เพราะอุตสาหกรรมรายย่อยที่ไม่ได้มีสัญญากับโรงงานน้ำตาลเข้าไปแย่งซื้อในตลาดกันมากในเวลานี้ โดยให้มีการรับมอบน้ำตาลที่พาณิชย์จังหวัด และจ่ายเงินให้กับโรงงานน้ำตาลโดยตรงในราคาควบคุม ตรงนี้กระทรวงพาณิชย์เองก็จะโปร่งใสด้วย  เพราะไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ก็จะทำให้อุตสาหกรรมรายย่อยไม่ไปซื้อน้ำตาลในตลาด เพราะซื้อตรงนี้ก็ได้ราคาควบคุมอยู่แล้ว

ประการที่สองกระทรวงพาณิชย์ต้องเรียกบรรดาโมเดิร์นเทรดมาหารือเพื่อถามว่า ในแต่ละโมเดิร์นเทรดต้องการน้ำตาลอาทิตย์ละเท่าไหร่ หรือเดือนละเท่าไหร่ แล้วเรียกโรงงานน้ำตาล 4 โรงงานที่ป้อนน้ำตาลแบบแพ็กถุงมาจัดสรรโควตาให้กับโมเดิร์นเทรด ก็จะทำให้ผู้บริโภคที่ซื้อน้ำตาลทางโมเดิร์นเทรด ก็จะมีน้ำตาลใช้ อุตสาหกรรมรายย่อยก็มีน้ำตาลใช้ ส่วนอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่ผลิตเพื่อการส่งออกและขายในประเทศก็ไม่ต้องไปห่วง  เพราะมีการซื้อน้ำตาลจากโรงงานโดยมีสัญญาซื้อขายต่อกันอยู่แล้วโดยตรง หากแก้ปัญหาด้วย 2 วิธีนี้ได้ปัญหาการระบายน้ำตาลโควตาพาณิชย์ หรือน้ำตาลโควตาก.พิเศษ 1 ล้านกระสอบก็จะจบลงได้

         ส่วนกรณีโมเดิร์นเทรดมักใช้เป็นเทอร์มอมิเตอร์วัดไข้ หากไม่มีน้ำตาลในชั้นขายของก็จะบอกว่าน้ำตาลขาดตลาดนั้น ส่วนหนึ่งต้องเข้าใจกระบวนการจัดสรรน้ำตาลเข้าโมเดิร์นเทรดก่อนว่าปัจจุบันมีเพียงโรงงานน้ำตาล 3-4 รายเท่านั้นที่ยอมจัดสรรน้ำตาลให้กับโมเดิร์นเทรด เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงที่โรงงานต้องเป็นฝ่ายแบกภาระเองทั้งค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าดำเนินการ ค่าแรงงาน ค่าเทคโนโลยีในการแพ็กถุง 1 กิโลกรัมหรือ 5 กิโลกรัม รวมไปถึงเงื่อนไขต่างๆในโมเดิร์นเทรด โดยการบรรจุลงถุงจะมีต้นทุนโดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ประมาณ 75 สตางค์/กิโลกรัม/ถุง 

       "ดังนั้นการบรรจุน้ำตาลลงถุง กระทรวงพาณิชย์ควรจะกำหนดราคาให้สูงกว่า23.50 บาท/กิโลกรัมเพราะเวลานี้กรมการค้าภายในควรจะให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นระหว่างคนที่ขายน้ำตาลบรรจุลงถุง 1 กิโลกรัมมากกว่า  แต่กลับกลายเป็นว่าเวลานี้ใครขายน้ำตาลขนาด 5 กิโลกรัมเข้าโมเดิร์นเทรดจะได้เปรียบกว่า  เนื่องจากราคาควบคุมน้ำตาลขนาด 1 กิโลกรัมจะอยู่ที่ 23.50 บาท/กิโลกรัม ฉะนั้นถ้าขายน้ำตาลขนาด 50 กิโลกรัม ก็จะต้องเอา 50 กิโลกรัมมาคูณ 23 บาท  ทำให้ราคาควบคุมของราคาขายปลีกน้ำตาลบรรจุถุงขนาด 50 กิโลกรัมอยู่ที่ 1,150 บาท/กระสอบ  แต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าเอา 23.50 คูณ 50 กิโลกรัมแล้วบอกว่าราคาควบคุมอยู่ที่ 1,175 บาท/กระสอบ สูงขึ้นมาอีก 25 บาท/กระสอบ ตรงนี้ทำให้โรงงานน้ำตาลที่ไม่ได้ลงทุนด้านบรรจุลงถุง 1 กิโลกรัม กลับได้ประโยชน์ไปด้วย ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับ 4 โรงงานน้ำตาลที่ป้อน ให้โมเดิร์นเทรด เพราะโรงงานเหล่านี้ไม่ต้องไปเสียเวลาขายแบบ 1 กิโลกรัม แต่ขายแบบ 50 กิโลกรัมดีกว่า"

         แหล่งข่าวจากวงการค้าขายน้ำตาลอีกรายกล่าวว่า   ทำไมน้ำตาลโควตาก. ถึงมีการลักลอบส่งออกชายแดนในเวลาที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นว่า   มีสาเหตุมาจากที่จีนกับเวียดนามมีชายแดนอยู่ติดกัน เมื่อจีนมีน้ำตาลไม่เพียงพอ และโรงงานน้ำตาลในเวียดนามส่วนใหญ่ก็อยู่ทางตอนเหนือของเวียดนามก็เลยลักลอบส่งออกไปจีนเป็นกองทัพมด ขณะที่เวียดนามตอนใต้ขาดน้ำตาล เพราะโรงงานที่อยู่ทางตอนเหนือไม่ส่งน้ำตาลมาทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม แต่หันไปลักลอบส่งออกไปจีนแทน เพราะขายได้ราคาดีกว่า พอน้ำตาลในประเทศเวียดนามในพื้นที่ทางตอนใต้มีน้ำตาลไม่พอใช้  จึงใช้โอกาสจากที่มีชายแดนอยู่ติดกับกัมพูชานำเข้าน้ำตาลเป็นกองทัพมด โดยที่ไทยขายน้ำตาลให้กับกัมพูชาตามชายแดนอีกทอดหนึ่ง ทำให้ความต้องการใช้น้ำตาลในกัมพูชามีสูงขึ้นมากในปัจจุบัน โดยปกติกัมพูชาจะบริโภคน้ำตาล/ปีประมาณ 70,000-80,000 ตัน/ปี แต่ปี 2552 นำเข้าน้ำตาลจากประเทศไทยประมาณ 408,466 ตัน เป็นการนำเข้าจากโรงงานน้ำตาลของไทยอย่างถูกต้องโดยออกไปเป็นโควตาค. ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมปริมาณน้ำตาลที่มีการลักลอบส่งออกอีกจำนวนหนึ่ง  ล่าสุดปี 2553 ช่วง 5 เดือนแรกไทยส่งน้ำตาลไปยังกัมพูชาอย่างถูกต้องแล้ว 164,000 ตัน

ที่มา : www.thannews.th.com ว้นที่ 8 - 10 กรกฎาคม 2553