ข่าวประชาสัมพันธ์
» ฤดูผลิตใหม่น้ำตาลโลกล้น 5 ล.ตัน
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด(มหาชน) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าขณะนี้วงการผลิตน้ำตาลต่างคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำตาลในตลาดโลกในฤดูการผลิตใหม่ปี2553/2554 จะมีปริมาณน้ำตาลเกินความต้องการใช้อยู่ประมาณ 5 ล้านตัน จากที่กำลังการผลิตน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ที่ 150 ล้านตัน/ปี ความต้องการใช้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 145 ล้านตัน/ปี เปรียบเทียบกับฤดูการผลิตปัจจุบันปี 2552/2553 ตลาดโลกขาดน้ำตาลอยู่ประมาณ 7 ล้านตัน เนื่องจากปี 2553/2554 อินเดียจะมีการนำเข้าน้ำตาลทรายลดลง โดยจะมีการนำเข้าน้ำตาลทรายดิบเพียงเล็กน้อยที่ประมาณ 500,000 ตันเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากบราซิล และประเทศไทย จากที่ปี 2552/2553 อินเดียมีการนำเข้าน้ำตาลจากตลาดโลกสูง 5-7 ล้านตัน สามารถผลิตได้เองในประเทศ 18 ล้านตัน/ปี แต่มีความต้องการใช้ในประเทศสูง 23-24 ล้านตัน นับเป็นผู้บริโภคน้ำตาลเป็นอันดับหนึ่งของโลก และเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อใช้เองเป็นหลัก
สำหรับปริมาณอ้อยในประเทศในฤดูการผลิตใหม่ปี 2553/2554 ที่จะเริ่มเปิดหีบได้ระหว่างกลาง-ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ก็จะรู้ว่าปริมาณอ้อยจะได้เท่าไหร่ โดยขึ้นอยู่กับว่าจากนี้ไปฝนจะตกมากหรือไม่ ถ้ามีปริมาณฝนมาก ก็จะได้ปริมาณอ้อยในระดับใกล้เคียงปีนี้คือที่ระหว่าง 68-70 ล้านตันอ้อย แต่ถ้าปริมาณฝนมีไม่มากปริมาณอ้อยก็น่าจะอยู่ที่ 60-65 ล้านตันอ้อยและหากได้ปริมาณอ้อยลดลงผลกระทบที่จะตามมาคือ ปริมาณโมลาส(กากน้ำตาล)จะมีน้อยลงขณะที่ราคาอาจจะสูงขึ้นกว่าปัจจุบันที่ราคาอยู่ที่กว่า 5 บาท/กิโลกรัมทำให้ผู้ใช้โมลาสกระทบได้เช่นผู้ผลิตเอทานอล และจะมีการแย่งซื้อวัตถุดิบ(อ้อย)เกิดขึ้นระหว่างโรงงานน้ำตาลและโรงงานผลิตเอทานอล
อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปีนี้ชาวไร่อ้อยมีแนวโน้มว่าอาจจะต้องกู้เงินจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.) เนื่องจากต้นทุนการปลูกอ้อยในปัจจุบันนี้สูงไม่ต่ำกว่า 900 บาท/ตัน ดังนั้นหากราคาอ้อยไม่สูงกว่านี้ ก็จะต้องรอดูว่าปลายปีนี้เมื่อเริ่มฤดูการผลิตใหม่ราคาอ้อยขั้นต้นปี 2553/2554 ที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)คำนวณออกมา หากต่ำกว่า 900 บาท/ตันก็ต้องกู้กท.เพื่อมาชดเชยให้ราคาอ้อยสูงขึ้น
ส่วนแนวโน้มราคาน้ำตาลทรายดิบและราคาน้ำตาลทรายขาวในตลาดโลกยังอยู่ในระดับทรงตัว โดยน้ำตาลทรายดิบจะทรงตัวอยู่ที่ 15 เซ็นต์/ปอนด์ ส่วนราคาน้ำตาลทรายขาวอยู่ที่ประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน และคาดว่าราคาจะทรงๆตัวอยู่ถึงปลายปีนี้โดยพิจารณาจากตลาดซื้อขายน้ำตาลล่วงหน้าในขณะนี้
สำหรับบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด(มหาชน) ปี2553/2554 จะมีผลผลิตน้ำตาลสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2552/2553 ที่มีปริมาณน้ำตาลเพียง 440,000 ตัน/ปี ก็จะเพิ่มเป็น 500,000 ตัน/ปี เนื่องจากปี 2552/2553 มีการย้ายโรงงานน้ำตาลจากท่ามะกาไปยังบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนใบอนุญาตตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ที่จังหวัดเลยจะใช้เวลาจากนี้ไปอีก 2 ปี จึงจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้โดยมีขนาดกำลังผลิตน้ำตาลประมาณ 200,000 ตัน/ปี
นายชลัช กล่าวถึงความคืบหน้าของโรงงานน้ำตาลที่ไปลงทุนที่กัมพูชาว่า ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปยังตลาดอียู หลังค่าเงินจากการขายน้ำตาลลดค่าลง เนื่องจากกำลังการผลิตที่กัมพูชาจะส่งออกไปยังตลาดอียูทั้งหมด โดยค่าเงินในขณะนี้อยู่ที่ 1.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ยูโรตอนนี้เหลือ 1.18-1.19 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ยูโร โดยเงินที่ได้จากการส่งออกไปอียูหายไปพอสมควรทำให้รายได้จากส่วนนี้ลดลง โดยตามเงื่อนไขโรงงานที่กัมพูชาจะมีการส่งออกไปยังตลาดอียูประมาณ 50%ของกำลังการผลิตที่น้ำตาลขอนแก่นผลิตในกัมพูชา และอีก 50% ส่งออกไปยังตลาดโลก โดยมีสัญญาส่งออกไปอียูตั้งแต่ปี 2552-2558 โดยโรงงานที่กัมพูชาปี 2552/2553 ผลิตน้ำตาลได้ 10,000 ตัน/วัน ปี2553/2554 จะเพิ่มเป็น 20,000-30,000 ตัน/วัน จากที่มีกำลังการผลิตเต็มเพดานอยู่ที่ 70,000 ตัน/วัน ซึ่งจะผลิตได้เต็มที่ในระหว่างปี2557-2558
ด้านนายวีระศักดิ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.)กล่าวว่าขณะนี้มีสัญญาณว่าราคาอ้อยขั้นต้นปี2553/2554 จะต่ำลงจากปี 2552/2553 โดยราคาลงมาอยู่ที่ 850 บาท/ตันอ้อย จากที่ราคาอ้อยขั้นต้นก่อนหน้านั้นอยู่ที่กว่า 900 บาท/ตันอ้อย เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำตาลทรายดิบที่ซื้อขายล่วงหน้าอยู่ที่ประมาณ 17 เซ็นต์/ปอนด์ ราคาดังกล่าวแบ่งเป็นราคาอ้อยประมาณ 850 บาท/ตันอ้อย บวกกับบาทแข็งค่าอยู่ที่ 32.5บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับฐานะกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายในขณะนี้ยังมีภาระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)อยู่จำนวน 14,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระดอกเบี้ยอีก 4.25% ต่อปี ซึ่งหนี้ก้อนนี้เป็นหนี้ที่มาเพิ่มค่าอ้อยที่ขณะนี้เหลืออยู่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี จะชำระหมดปี 2554 และเป็นการกู้มาเพื่อชดเชยค่าอ้อยปี 2549/2550 จำนวน 5,277 ล้านบาทขณะนี้เหลืออยู่ 4,377 ล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ย 47.2% ต่อปี อีกประมาณ10 ปีจะชำระหมด
ที่มา : www.thannews.th.com วันที่ 17 - 19 มิถุนายน 2553
