ข่าวประชาสัมพันธ์
» KSL จ่อแจ้งงบ Q2 กลาง มิ.ย.นี้
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพัฒนาธุรกิจบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)หรือ KSL เปิดเผยว่า บริษัทจะสามารถแจ้งผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2553 (ก.พ.-เม.ย.53)ได้ประมาณกลางเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะบริษัทได้มีการทำสัญญาขายน้ำตาลล่วงหน้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายจริง
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังของปีนี้ เพราะการทำสัญญาขายน้ำตาลล่วงหน้าได้ทยอยรับรู้ไปส่วนมากในครึ่งปีแรก และเหลือรับรู้ในไตรมาส 3/2553 อีกประมาณ 8-10% เท่านั้น
ดังนั้นบริษัทคาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้จะเติบโตประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 1 หมื่นล้านบาท แต่ลดลงจากประมาณการณ์เดิมที่ตั้งไว้ 10-15% โดยธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีการเติบโตดีขึ้นเข้ามาชดเชยในส่วนของธุรกิจน้ำตาลที่ชะลอตัวในครึ่งปีแรก
รายได้ปีนี้ถือว่ายังโตได้เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะไม่สูงตามเป้าที่ต้องการ ส่วนใหญ่มาการจากผลขาดทุนในการทำสัญญาขายน้ำตาลล่วงหน้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายจริงที่ราคาน้ำตาลอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ครึ่งปีหลังก็น่าจะฟื้นตัวดีขึ้น เพราะสัญญาการขายน้ำตาลล่วงหน้าหมดไปแล้วนายชลัช กล่าว
สำหนับแนวโน้มราคาน้ำตาลในตลาดโลกนั้นมองว่ากลับสู่ภาวะปกติแล้ว ดังนั้นจะเห็นการปรับตัวหวือหวาของราคาน้ำตาลน้อยลง และคาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 15-16 เซนต์ต่อปอนด์
ส่วนการเดินเครื่องของโรงงานในเฟส 2 ซึ่งเป็นโรงงานเอทานอลที่อำเภอบ่อพลอยนั้น คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องได้ในรอบปี 2554 (พ.ย.53-ต.ค.54) ถึงแม้ว่าโรงงานจะก่อสร้างเสร็จแล้วก็ตาม เพราะเป็นช่วงที่หมดรอบการเก็บเกี่ยวทำให้ไม่มีวัตถุดิบในการผลิต
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผลการดำเนินงานของ KSL ในไตรมาส 2/2553 จะขาดทุนจำนวน 113 ล้านบาท ลดลงทั้งจากไตรมาสก่อน และงวดเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้การขาดทุนจากการทำสัญญาขายน้ำตาลล่วงหน้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายจริง
ประกอบกับราคาขายและปริมาณขายเฉลี่ยจริงยังคงอยู่ในระดับต่ำตามปัจจัยฤดูกาล ก่อนที่จะกลับมาฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง 2553 เนื่องจากผลกระทบสุทธิเริ่มกลับมาเป็นบวก และปริมาณขายกับราคาขายเฉลี่ยจะดีขึ้นจากครึ่งปีแรก ซึ่งผลกระทบสุทธิจากการป้องกันความเสี่ยงโดยรวมจะเท่ากับศูนย์ เพียงแต่เสียโอกาสในการทำกำไรตามราคาตลาด
ทั้งนี้สาเหตุที่ KSL ต้องขายสัญญาล่วงหน้า เนื่องจากระบบแบ่งผลประโยชน์ 70:30 ทำให้ราคาอ้อยที่เป็นต้นทุนส่วนใหญ่ของโรงงานน้ำตาลจะถูกกำหนดโดยราคาน้ำตาลทรายดิบที่ขายล่วงหน้าโดยบริษัทอ้อยและน้ำตาล (อนท.) ในฐานะตัวกลางระหว่างชาวไร่กับโรงงาน KSL จึงพยายามทำสัญญาขายล่วงหน้าน้ำตาล อนท.เพื่อลดความผันผวนของผลการดำเนินงานเมื่อเทียบกับราคาน้ำตาล
ดังนั้นจึงปรับประมาณการกำไรปี 2553-2554 ลดลง 23-47% จากการเลื่อนการดำเนินงานโรงงานน้ำตาลที่บ่อพลอยไปยังปีฤดูกาลหน้า (พ.ย. 53) และปรับลดมูลค่าพื้นฐานลง 23% เหลือ 11.6 บาท นอกจากนี้ผลขาดทุนจากการทำสัญญาขายล่วงหน้าจะสะท้อนไปยังผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่คาดว่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2553 และจะกลับมาเติบโตก้าวกระโดดในช่วงครึ่งปีหลัง จึงคงคำแนะนำ เก็งกำไร จากการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2553 และจะกลับมาเติบโตก้าวกระโดดในปี 2554 ให้ราคาเป้าหมาย 11.60 บาท
