ข่าวพลังงานทดแทน

29 เมษายน 2554 / อ่าน 5426 ครั้ง

» โรงไฟฟ้าชีวมวลปีนี้ยังสดใส

พลังงานหมุนเวียนยังคึกคัก เอกชนยังให้ความสนใจลงทุนแม้มีเสียงคัดค้าน ล่าสุดกลุ่มโรงงานน้ำตาลและโรงสี เดินหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าชีวมวล จากแกลบและชานอ้อย 2 โครงการ รวมกำลังผลิต 53 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุนกว่า 3,100 ล้านบาท เพื่อใช้เอง
และที่เหลือขายให้กับกฟผ.สร้างรายได้

แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจะมีปัญหาการต่อต้านในหลายพื้นที่ และเกิดปัญหาการแย่งชิงวัตถุดิบกัน จนทำให้หลายโครงการต้องยุติและล้มเลิกไปหลายราย แต่ในปีนี้การลงทุนด้านพลังงานทดแทนกลับมามีความคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรที่หันมาให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างมาก เห็นได้จากในการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ที่อนุมัติล่าสุดช่วงเดือนเมษายน มีกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาลและโรงสี พร้อมที่จะเดินหน้าโครงการลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 2 โครงการ รวมมูลค่า 3,145.4 ล้านบาท กำลังการผลิต  ได้แก่ 1.โครงการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจากเชื้อเพลิงชีวมวลของบริษัท กำแพงเพชร ไบโอเอนเนอยี่ จำกัด ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยบริษัท คริสตอลลา จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงงานน้ำตาล ได้แก่ โรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี กำแพงเพชร แม่วัง และอุตรดิตถ์ มีแผนที่จะลงทุนผลิตไฟฟ้าจากชานอ้อย ขนาด 36 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 450 ตันต่อชั่วโมง วงเงินลงทุนรวม 2,035 ล้านบาท ตั้งโรงไฟฟ้าที่อำเภอบึงสามัคคี และอำเภอทรายทอง จังหวัดกำแพงเพชร

โครงการดังกล่าวจะนำเข้าเครื่องจักรใหม่ทั้งในประเทศและจากญี่ปุ่นและอินเดีย เช่น หม้อไอน้ำแรงดันสูง กังหันไอน้ำ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มูลค่าประมาณ 1,748 ล้านบาท ส่วนวัตถุดิบจะรับซื้อชานอ้อยจากบริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลแม่วัง จำกัด ในราคา 400 บาทต่อตัน ใช้ชานอ้อยราว 626,400 ตันต่อปี ผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 8 เมกะวัตต์ และส่งให้อุตสาหกรรมน้ำตาลแม่วัง 22 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือใช้เองในโรงไฟฟ้า โดยมีราคาขายอยู่ที่ 2.50 บาทต่อหน่วย ส่วนไอน้ำทั้งหมดจะส่งให้อุตสาหกรรมน้ำตาลแม่วัง ประเมินว่าในปีที่ 3 ของการผลิตกระแสไฟฟ้า จะมีรายได้ 659.7 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่ในข่ายต้องจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เนื่องจากมีกำลังการผลิตมากกว่า 10 เมกะวัตต์ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553

โครงการที่ 2 เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ของบริษัท มุ่งเจริญ ไบโอแมส จำกัด ถือหุ้นโดยกลุ่มโรงสีมุ่งเจริญพร ลงทุนผลิตไฟฟ้าขนาด 17 เมกะวัตต์ เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,110.4 ล้านบาท ตั้งโรงงานที่อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยจะใช้แกลบประมาณ 80,300 ตันต่อปี เศษไม้สับและเปลือกไม้ประมาณ 53,500 ตันต่อปี มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 15.5 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือใช้เองในโรงไฟฟ้า ส่วนขี้เถ้าที่ได้จากกระบวนการผลิตจะแจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปเป็นปุ๋ยปรับสภาพดินในนาข้าว

สำหรับเครื่องจักที่ใช้ในการผลิตจะใช้เครื่องจักรใหม่ในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ญี่ปุ่น บราซิล เช่น หม้อไอน้ำ
กังหันน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และระบบหล่อเย็น มูลค่าประมาณ 675 ล้านบาท ส่วนวัตถุดิบแกลบจะรับซื้อจากโรงสีกลุ่มมุ่งเจริญพรและเครือญาติ 6 โรง ในราคา 1,200 บาทต่อตัน ส่วนเศษไม้สับและเปลือกไม้จะรับซื้อจากโรงไม้ในพื้นที่ใกล้เคียง 5 โรง ราคา 300 บาทต่อตัน คาดว่าในปีที่ 3 ของการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์จะมีรายได้ 360.7 ล้านบาท

ที่มา : www.thannews.th.com วันที่ 28 - 30 เมษายน 2554


อนึ่ง ปัจจุบันมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็ก (SPP) ซึ่งมีกำลังการผลิตตั้งแต่ 10-90 เมกะวัตต์ รวม 350 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 8,823.8 เมกะวัตต์ แยกเป็น 1.ก๊าซธรรมชาติ 67 โครงการ กำลังการผลิต 5,486.3 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการ 23 โครงการ กำลังการผลิต 1,979.9 เมกะวัตต์ 2.ถ่านหิน 10 โครงการ กำลังการผลิต 957.9 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการ 9 โครงการ กำลังการผลิต 837.9 เมกะวัตต์ 3.เชื้อเพลิงชีวมวล 97 โครงการ กำลังผลิต 1,275.1 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการ 19 โครงการ กำลังการผลิต 252.2 เมกะวัตต์ 4.ก๊าซชีวภาพ 99 โครงการ กำลังการผลิต 339.8 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการ 7 โครงการ กำลังการผลิต 47.4 เมกะวัตต์ 5.พลังงานแสงอาทิตย์ 57 โครงการ กำลังผลิต 313.2 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการ 2 โครงการ กำลังการผลิต 1.2 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันดีเซล พลังน้ำ พลังลม ขยะมูลฝอย และลมร้อนจากกระบวนการผลิตอีก 19 โครงการ แต่ยังไม่มีการเปิดดำเนินการผลิต